กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่มดนางหนึ่งนามว่า “มะดัน” แต่เธอไม่ชอบชื่อนี้เลย เธออยากให้ใครๆ เรียกเธอว่า “มาดาม” มากกว่า ไม่มีใครเชื่อฟังนางเลยซักคน ไม่ว่านางจะเดินไปไหน ทุกคนต่างพากันกระซิบกระซาบ นินทากาเล หัวเราะเยาะเย้ย จงใจให้นางได้ยิน และเกิดความอับอาย “นี่ไงๆ นางมาดามมมมมมมม” บ้างก็ว่า “เชอะนางนี่ เป็นมะดันดีๆ เปรี้ยวก็จิ้มเกลือให้เค็มได้ ก็ไม่ชอบ ดันอยากจะเป็นหมาดำ” เมื่อนางมองไปทางซ้าย “มะดันจ๋า มะดัน อุ๊ยขอโทษค่ะ ต้องเรียกเธอว่า ม้าดามมมมม คิกคักคิกคัก” เมื่อนางมองไปทางขวา “ดูไว้นะลูกรัก นี่คือนางมะดัน ผู้ไม่รู้จักพอใจในตนเอง เพราะนางเป็นเช่นนี้ จึงทำให้นางจมูกยาวนักหนาไงล่ะ” นี่มันเรื่องอะไรกัน ว่าอะไรนางก็ไม่โกรธ ทำไมต้องมาว่ากระทบจมูกน้อยยาวสวยของฉัน ในเมื่อไม่มีใครเชื่อฟัง ในเมื่อไม่มีใครมองเห็นความงามในรอยหยักของจมูกเธอ

     อันที่จริงมาดามสามารถเสกให้ทุกคนกลายเป็นเป็ดได้ แต่เธอไม่ต้องการเช่นนั้น เพราะเธอไม่อยากให้เกิดปัญหาเป็ดล้นตลาดเหมือนคราวเหตุการวัวนมไครซิส มีอยู่ครั้งหนึ่ง เธอสาปผู้คนหลายร้อยให้กลายเป็นวัวนม จนเมืองนั้นกลายเป็นเมืองแห่งวัวนม มีผลผลิตจากวัวนมมากมาย ทั้งน้ำมันเครื่องกลิ่นวัวนม บรั่นดีรสนม ยาดมจากนมวัวนม ดอกไม้หน้าวัวนม พิซซ่าหน้าวัวนม ชีสรสวัวนม และนมสดรสวัวนม จนทำให้ทั้งเศรษฐกิจโลกปั่นป่วน ตลาดหุ้น ธนาคารโลก ไม่มีความสำคัญ เคเอฟซี แมคโดนัล ร้านอาหารชั้นนำทุกร้าน ต้องปิดกิจการลง ไม่สามารถคงอยู่ได้อีกต่อไป เนื่องจากอาหารสัตว์ทั้งหมด กลายเป็นอาหารวัวนม ไก่ไม่มีข้าวกิน ไก่ไม่ขี้อีกต่อไป ปลาไม่มีขี้ไก่ไว้กิน คนไม่มีปลากินจึงพยามไปหาขี้ไก่มาให้ปลาที่ยังเหลืออยู่ในฟาร์มกิน แต่ไก่ก็ไม่ขี้อีกต่อไป เพราะไก่ทุกตัวก็ได้กลายเป็นอาหารของวัวนม ไม่ว่าทีวีช่องไหน ก็มีแต่โฆษณาจากฟาร์มวัวนม กิจการทุกอย่างปิดตัว ทุกบริษัทต้องเอื้อประโยชน์แก่วัวนม และสุดท้าย ประเทศของเราก็ถูกบริหารโดยวัวนม จึงเป็นที่มาของคำว่า รัฐบาลวัวนม

  ครั้งนั้น กว่ามาดามจะรู้ตัว ก็ตอนที่นอนเคี้ยวปลาสวรรค์แท้จากวัวนมตราโมโมทาโร่อยู่ แล้วนึกขึ้นมาได้ว่า “นี่มันไม่ใช่ปลา ถ้าเป็นปลาแท้มันต้องมีก้าง” จึงพลิกซองขึ้นมาอ่าน “ปลาสวรรค์แท้จากวัวนมตราโมโมทาโร่ ผลิตจากวัวนมแท้ๆ เฮ้อ ค่อยยังชั่ว” แล้วมาดามก็นอนเคี้ยวต่อไป จนวันหนึ่งมาดามอยากกินปลาสวรรค์แท้จากวัวนมตราโมโมทาโร่ทอดกรอบ จึงตั้งกระทะ เทน้ำมันลงบนเตา รอไฟให้ร้อน จากนั้นก็สาดปลาสวรรค์แท้จากวัวนมตราโมโมทาโร่สีเหลืองและหอมกรุ่นลงกระทะทองเหลืองตรานกกระทา เวลาผ่านไปเพียงอึดใจ มาดามก็ได้พบความจริงว่า ปลาสวรรค์แท้จากวัวนมตราโมโมทาโร่ นั้นไม่ได้ทำมาจากปลา ไม่ได้ทำมาจากนมวัวแท้ๆ แต่ทำมาจากยางพาราที่ชาวใต้กรีดส่งให้ประเทศจีน ปลาสวรรค์แท้จากวัวนมตราโมโมทาโร่ ในกระทะไม่หอมกรุ่นและกรอบเกลียวน่าเคี้ยวอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นวงกลมๆ สีเขียว และสีแดง เธอปาดน้ำตาและปาดน้ำมันที่กระเด็นมาโดนเล็บขบออก จากนั้นจึงหยิบหนังยางจากปลาสวรรค์แท้จากวัวนมตราโมโมทาโร่มารัดเล็บขบทีละเส้น ทีละเส้น ผูกกันให้ยาวจนหมดทั้งกระทะ แล้วก็ออกไปกระโดดยางเล่นอย่างมีความสุข

  ระหว่างที่เธอกระโดดยางอย่างมีความสุขจนถึงอีตา (เอาหนังยางมาทาบให้สูงเท่าระดับตา แล้วกระโดดข้ามให้ได้ เกมส์นี้ถ้าคนถือยางตัวสูงจะทำให้นางปวดร้าวมาก) นางก็หิวขึ้นมา นึกอยากจะกินสาหร่ายวัวนมทอดกรอบตราเจ้าแม่น้อย แต่อนิจา ในกระท่อมปลายนาของเธอมีเพียงสาหร่ายวัวนมอบกรอบ รุ่นกินแล้วไม่อ้วน เธอจึงตั้งกระทะและเทน้ำมันลงบนเตาอีกครั้ง ทันใดนั้น ทุกสิ่งในโลกเหมือนหยุดหมุน เมื่อเธอร่อนสาหร่ายวัวนมลงไปในน้ำมันที่เดือดปุดๆ ทีละแผ่น ทีละแผ่น สาหร่ายวัวนมอบกรอบที่แสนอร่อยนั้น กลายเป็น ถุงขยะสีดำตราวัวนมรุ่นมีหูหิ้ว

  วันนั้นนางจึงคิดขึ้นได้ ว่าทุกสิ่งในโลกที่ผิดปกติอยู่นี้เป็นเพราะนางนี่เอง นางคิดถึงปลาสวรรค์ทอดกรอบที่ทำจากแป้งสาลีแท้100% นางจึงต้องค่อยๆคลายคำสาบให้วัวนมทีละตัว เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ค่อยๆกลับมาเหมือนเดิม

  วัวนมตัวแรกที่นางเจอกลายเป็นเด็กเชียร์เบียร์สาวสวยกระโปรงสั้นที่กรี๊ดและวิ่งหนีนางไปทันทีที่ได้สติ วัวนมตัวที่สองกลายเป็นโคโยตี้ที่กรี๊ดและวิ่งหนีนางไปทันทีที่ได้สติ จากนั้นก็พยาบาล โปรแกรมเมอร์ และหนุ่มกล้ามใหญ่ช่างไฟที่กรี๊ดและวิ่งหนีนางไปทันทีที่ได้สติเช่นกัน จากนั้นทุกๆอย่างก็ค่อยคืนกลับมาเป็นปกติ โลกได้สาวเชียร์เบียร์ที่เผลอร้องมอมอพร้อมดีดขาหลังทุกทีที่โดนแขกลวนลามและโคโยตี้ที่ยังเต้นเป็นวัวนมอยู่เหมือนเดิมกลับคืนมา โลกค่อยๆเป็นปกติแล้ว แต่ผู้นำประเทศต่างๆ ยังคงเป็นวัวนมอยู่ต่อไป มาดามลองแก้คำสาบแล้วทำอย่างไรก็ไม่เป็นผล เนื่องจากผู้นำบางประเทศเป็นวัวนมแต่กำเนิด และผู้นำบางประเทศก็ติดนิสัยวัวนมจนแก้ไม่หาย ประชาชนจึงได้แต่รอให้มีผู้นำที่ดีกว่า มาผลัดเปลี่ยนกันบริหารประเทศต่อไป จากนั้นมา จึงไม่แปลกนักที่เราจะพบว่า มีป้ายหาเสียงที่ลงสมัครโดย เสือ สิงห์ กระทิง แรด และแมวน้ำ มาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งให้เห็นกันอยู่เนืองๆ

  จากนั้นมาดามจึงไม่สาปใคร ให้กลายเป็นตัวอะไรอีกเลย แต่ครั้งนี้เธอโกรธแค้นมาก ไม่ว่าจะทำใจให้สงบอย่างไรก็ไม่เป็นผล พยามเปิด DVD ตั้งท่าทำโยคะก็แล้ว ร้องเพลงจนดอกไม้บานก็แล้ว ความโกรธแค้นยังคงกรุ่นอยู่ในใจนางเหมือนเดิม นางจึงเดินจงกลม ตั้งจิตอธิฐานให้ดวงตามีฤทธิ์ ที่จะสาบทุกคนที่สบตากับนางให้เป็นหิน นางคิด “ไม่ว่าใครก็ตามที่มันมองข้า มันล้วนดูถูกข้า มันทุกคนต้องกลายเป็นหิน” นางเปล่งวาจาแล้วเต้นจังหวะแทงโก้ประกอบ

โปรดติดตามบทต่อไป

Hi! Woody!

posted on 17 Nov 2011 02:09 by namtansign  in life
my new toy
 
ประมาณเดือนที่แล้วได้ของเล่นใหม่มาค่ะ
ไปเดินเล่นที่ The Mall สาขาบางกะปิ
วันนั้นชั้นล่างเค้าจัดงานของเล่นพอดี
พอเห็นโปสเตอร์ toy story ก็อดไม่ได้ที่จะแวะเข้าไปดู
 
แล้วก็พบของที่ตามหามาแสนนานซะที
 
ตอนเด็กๆเคยไปเดินที่ทอยอาอัสแล้วเค้ามีมุมเหล่าตัวการ์ตูนจาก toy story
อยากได้มาก แต่ต้องหักห้ามใจ
จนวันหนึ่งเก็บตังส์ได้ จึงกำเงินไว้แน่น มุ่งหน้าจะไปสอยมิสเตอร์โปเตโต้เฮด
แล้วโซนนั้นมันก็กลายเป็นหุ่นยนต์ทรานฟอร์เมอร์ (ในปัจจุบันโซนนั้นกลายเป็น Ben10)
 
อยากได้มานานมากแล้วค่ะ
ตุ๊กตาวู๊ดดี้ในแบบที่เหมือนกับในหนัง
มีสายดึงข้างหลังแล้วพูดได้
ขนาดกำลังดี
 
วันนั้นเหมือนเจอเนื้อคู่เลย
เห็นแล้วจะกรี๊ด
นางหล่อมาก เหมือนมาก
วัสดุทุกอย่าง ทำตามในหนัง
สัดส่วนเป๊ะ
มีโหมดพูดคุย สนทนากับเรา โต้ตอบน้ำเสียงเราได้
 
อย่ารอช้าค่ะ
คว้ามาแล้วเรียบร้อย
 
 
" you've got a friend in me "
 

"I'm a Teacher" part 12

posted on 06 Jun 2011 18:52 by namtansign  in teacher
       การถูกแรงกดดันมักทำให้คนเรามีแรงขับเคลื่อน โดยปกติแล้วหากมีสิ่งใดมากระทบ แรงขับเคลื่อนของฉันมักเปลี่ยนเป็นในทางลบ หรืออาจจะกลายเป็นการสูญเสียความตั้งใจ บั่นทอนพลังงานจนหยุดนิ่ง แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่แรงกดดันภายนอกทำให้ใจฉันตื่นขึ้น
       จากความไม่สนุกในการใช้ชีวิตในสังคมของโรงเรียน เหมือนการที่เด็กคนนึงที่เคยร่าเริงกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว สิ่งแวดล้อมที่ไร้กฏแต่มีระเบียบ ต้องเข้าไปอยู่ภายไต้กฏที่ไม่มีระเบียบ ฉันเหมือนเด็กที่เข้าไปอยู่ผิดที่ผิดทาง ทำให้ฉันอยากพาตัวเองออกมาให้ไกล ทุกอย่างที่หยุดนิ่ง ซ้ำซากดูช่างน่าเบื่อ
       หากฉันตัดสินใจออกจากงานตอนนั้น ก็คงไม่มีประสบการณ์หลายๆอย่างในอาชีพนี้ ประสบการณ์ที่ฉันคงหาไม่ได้จากที่ไหน ประสบการณ์ชีวิตที่สอนอะไรหลายๆอย่างให้แก่ฉัน
       ช่วงเวลาสองเดือนแรกในการทำงานฉันรู้สึกกดดันมาก จากสังคมในโรงเรียน โดนมองว่าเป็นเด็กใหม่ จบใหม่ มาใหม่ ไร้ความสามารถ รู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีประโยชน์ โดนเอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาขู่ ทำนู่นก็ไม่ได้ ทำนั่นก็ไม่ดี “น้องคะ รู้มั้ยทำแบบนี้เจ้าของโรงเรียนเค้าไม่ชอบ” “บอกเพื่อนเราด้วยนะ ถ้าอยู่ที่นี่ต้องเข้าสังคม” “เค้าจะหักแต้มเราไปเรื่อยๆนะ แล้วอาจจะประเมิณไม่ผ่านก็ได้” น่าเบื่อมั้ย
       ตอนแรกคิดว่าไม่ไหวแล้ว ทำงานในที่ๆ ไม่มีใครเห็นคุณค่ากันแบบนี้ แม้กระทั่งเพื่อนร่วมอาชีพด้วยกันเอง ครูหลายๆคนมองว่า อาชีพนี้เป็นอาชีพสุดท้ายที่เค้าจะเลือกทำ และเค้าก็มาทำ มันเป็นทางเลือกสุดท้าย แล้วการกระทำของคนหลายๆคนแบบนั้น ทำให้เขามองเพื่อนร่วมอาชีพคนอื่นในแบบเดียวกัน ซึ่งฉันไม่ใช่
       หลายๆคนมองคนที่มาเป็นครูว่าเป็นคนไม่มีความสามารถโด่ดเด่น มีครั้งนึงเพื่อนครูพูดว่า “ถ้าพี่ทำอย่างอื่นได้ก็คงลาออกไปแล้วล่ะ” บางครั้งฉันได้ยินเด็กนักเรียนคุยกันในห้องสมุด เด็กสองคนหยิบหนังสือขึ้นมาดู เด็กคนนึงพูดขึ้นมาว่า ลองไปถามอาจารย์ดูมั้ยว่าทำยังไง เด็กที่มาด้วยกันก็ดึงไว้แล้วพูดว่า “ไม่ต้องหรอก เสียเวลา ถ้าอาจารย์เค้าทำขนาดนี้ได้ เค้าคงไม่มาเป็นครูหรอก” เป็นไงบ้างคะ คุณรู้สึกเห็นใจคุณครูของพวกคุณบ้างหรือยัง ตอนที่ได้ยินแบบนั้น มันเจ็บแปลบที่หัวใจ ความรู้สึกเหมือนอกหัก เหมือนโดนตบหน้า ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าครูจะโดนดูถูกกันถึงขนาดนี้ ไม่ใช่จากใครที่อำนาจ หน้าที่ บารมี รัศมีเหนือกว่า แต่จากเด็กนักเรียน คนที่เราให้ความรู้ และจากเพื่อนร่วมอาชีพด้วยกันเอง สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดไม่ว่าจะเป็นใคร คือการที่คุณดูถูกตัวเอง
       น่าเศร้าเหลือเกินเมื่อฉันพบว่า ครูมีความคิดว่า เด็กนักเรียนคือผู้มีพระคุณกับเขา จ่ายเงินเข้ามาเรียน และเงินทุกบาทนั้นก็กลับมาสู่ครู เพื่อเลี้ยงชีวิต เลี้ยงครอบครัวของครู และนักเรียนก็คิดว่า เขาคือคนจ่ายเงินให้ครูมาสอน เขาคือนายจ้าง และผู้มีพระคุณของครู
       ตอนนั้นความคิดแบบเด็กๆก็ผุดขึ้น ในเมื่อถ้าออกไป มันก็ไร้ความหมาย ฉันจะเปลี่ยนแปลงความคิดทุกคนให้ได้ พิสูจน์ตัวเองให้เห็น จะทำทุกอย่างที่มีประโยชน์ ทำทุกอย่างให้ดี ให้ใครๆได้เห็น ว่านี่ไม่ใช่อาชีพที่คนไร้ความสามารถ คนที่ไม่รู้จะทำอะไรดี เลือกที่จะมาทำ คนเก่งๆที่มีอุดมการณ์ ยังมีอยู่เยอะในสังคม ฉันจะพยามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด จะอดทน จะทำสิ่งใหม่ๆให้เกิดขึ้นในโรงเรียน และหลังจากที่ทุกคนยอมรับ ฉันก็จะลาออก ให้โรงเรียนรู้จักเห็นคุณค่าของบุคลากรในโรงเรียน และให้คุณค่ากับทุกคน เพื่อให้ครูทุกคนรู้สึกมีคุณค่ากว่าที่เป็นอยู่ ทำทุกอย่างให้มันดีขึ้น ลองทายกันดูสิว่ามันจะได้ผลมั้ย
 
 
อ่านทั้งหมด http://namtansign.exteen.com/i-m-a-teacher
 
 
ปัญหายอดฮิต
ดีดอูคูเลเลให้เป็นเพลง
ต้องเริ่มฝึกจังหวะแบบไหนดี